วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556

หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการใช้ชวิตในสังคม

หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการใช้ชวิตในสังคม
             

              ถ้าเราหรือเค้าเหม็นขี้หน้ากัน  เราควรทำอย่างไรดี ในบรรยากาศแบบนี้ทุกท่านคงไม่ชอบทั้งผู้ที่เคยมีประสพการณ์หรือไม่เคยมี ส่วนตัวแล้ว คงดูที่เรื่องว่า สาเหตุอะไรที่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านั้น ขึ้นมา คงต้องดูให้ลึกๆ  ไม่ว่าใครจะผิดหรือถูก(ในแต่ละเรื่อง) ให้ถามตัวเราเองอย่างเป็นกลางว่า เราคิดอย่างไรกับเค้า คิดดีหรือคิดไม่ดี เจตนาเป็นแบบไหน ถ้าเราตอบได้แล้ว วิธีการแก้ปัญหา ก็คือ พยายามอยู่ให้ห่างกับบรรยากาศแบบนี้ เพราะมันคงทำให้สังคมรอบข้างลำบากใจไปด้วย เราเองคงต้องเงียบไว้เป็นดีที่สุด ไม่ว่า สถาพต่างๆจะเป็นเช่นไร มีสมาธิกับตัวเราเอง เอาธรรมะเข้ามา คือการให้อภัย อ๓ยเท่านั้นที่จะสามารถช่วยได้การทีเราจะอยู่ในสังคมกับผู้อื่น นั้นบางครั้งเราคิดดีทำดีใช่ว่าสังคมจะว่าดีเสมอไป แต่ก็ขอให้คิดดีทำดีต่อไป หลายๆคนรู้แต่อีกหลายคนไม่รู้หวังว่าสักวันเมื่อวุฒิภาวะของทั้งเราและเค้า มากขึ้น เราหรือเค้าจะรู้เองว่า มันคืออะไร ขอให้คงคิดดีทำดีไว้ ในสังคมส่วนใหญ่เมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณ์นี้เกิดขึ้น นั้นคือการขัดแย้ง การไม่เข้าใจ มันทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดีตามมาภายหลัง แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหยุดสะเหตุการณ์แบบนี้ คงจะค่อยๆยุติลง บางครั้งการจะให้ผู้อื่นเข้าใจท่านนั้นยาก ทางกลับกัน ถ้าเราพยายามเข้าใจผู้อื่น มันอาจจะง่ายกว่า อย่าหวังว่าเค้าจะรู้ อย่าหวังว่าเค้าจะดีกับเรา อย่างหวังว่าจะเป็นที่ยอมรับ ให้คิดดีทำดีกับผู้อื่นก็พอแล้ว เท่านี้ก็มากสำหรับการที่จะอยู่ในสังคมแล้ว 
              
            คนมีมากมายหลายอย่างแต่ ละคนใช่ว่าจะดีกนทุกเรื่องแต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีดีเลย ทุกคนมีทั้งดีและไม่ดีในตัวเอง ดังนั้น เราซึ่งอยู่ในสังคม ต้องมีการให้อภัยกัน อย่าใช้แต่อารมณ์ ในสังคมใดใช้เพียงแค่อารมณ์สังคมนั้น คงเป็นสังคมไม่ได้ อันนี้ละเรื่องจริง



                     คุณค่าของคนดีในสังคม

           
 
 
           เนื่องจากคนเราไม่สามารถอยู่ตามลำพังได้ จึงมีการอยู่ร่วม
      กันเป็นชุมชนหรือสังคม ซึ่งอาจจะเป็นสังคมระดับหมู่บ้าน ตำบล
      อำเภอ จังหวัดหรือประเทศไม่ว่าสังคมจะมีขนาดเล็ก หรือขนาด
      ใหญ่ก็ตาม แต่ละสังคมย่อมมีคนเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญ
      ที่สุด ฉะนั้นคุณภาพของคนในแต่ละสังคม จึงเป็นเครื่องบ่งชี้ถึง
      ความเจริญก้าวหน้า และความผาสุกของสังคมนั้น เราแต่ละคน
      ในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องประพฤติตน
      ให้เป็นพลเมืองดี และช่วยเหลือสังคมด้านต่าง ๆ เท่าที่สามารถ
      ทำได้ ตลอดจนไม่ทำตนให้เป็นภาระของสังคม เนื่องจากแต่ละ
      สังคม ประกอบด้วยคนเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีอาชีพ ต่าง ๆ กันและ
      มีทั้งคนดีและคนไม่ดี คนที่เป็นคนดีนั้นจะมีอาชีพสุจริต ทำงาน
      ด้วยความขยันขันแข็ง ช่วยเหลือกิจการของสังคมด้วยความเต็มใจ
      เคารพกฎหมาย และดำเนินชีวิตถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
      เป็นคนที่มีเหตุผล ส่วนที่คนเราเห็นว่าไม่ดีนั้นส่วนมากจะทำงาน
      ที่ทุจริต เช่น ขายยาบ้า ต้มสุราเถื่อน ขายหวย ปล้นจี้ชิงทรัพย์
      หลอกลวงประชาชน หรือไม่ยอมทำมาหากินให้เป็นหลักฐานแน่
      นอน บางคนแม้มีอาชีพที่สุจริต ก็อาจเป็นคนไม่ดีได้ ถ้ามีความ
      ประพฤติไม่ดี เช่น โกงกิน รับสินบน ปลอมแปลงสินค้า กักตุน
      สินค้าเป็นต้น คนเหล่านี้จะไม่คำนึงถึงบาปบุญคุณโทษ นอกจาก
      เงินและตนเองเท่านั้น ซึ่งเราอาจพบได้ในข่าวทางหน้า หนังสือ
      พิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ ฉะนั้นเราจึงพอสรุปได้ว่า สังคมใดที่
      สมาชิกมีจิตใจโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เห็นแก่
      ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว มีความสามัคคี
      กลมเกลียวกัน ทำอาชีพที่สุจริต มีความขยันขันแข็งและยึดมั่นใน
      ศีลธรรม สังคมนั้นย่อมมีแต่ความผาสุกและมีความเจริญก้าวหน้า  อย่างรวดเร็ว       แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าสมาชิกของสังคมมีแต่  ความอิจฉาริษยา มีการ       แก่งแย่งชิงดีกันไม่ช่วยเหลือกันเห็นแก่ 
      ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมจ้องทำร้ายบุคคล
      อื่นเพื่อประโยชน์ของตน ยุแหย่ให้คนในสังคมแตกแยกกัน ไม่
      ยึดมั่นในศีลธรรมอันดีงาม สังคมนั้นยอมมีแต่ความเดือดร้อน
      และไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร


                    คุณสมบัติของคนดีในสังคม
                                     

   
              
            เมื่อเราได้ศึกษาแล้วว่า ถ้าสังคมประกอบไปด้วยคนดีจะทำ
      ให้มีแต่ความเจริญก้าวหน้า และเกิดความผาสุกทั่วกัน เรามาลอง
      พิจารณาดูซิว่า "คนดี" ควรมีคุณสมบัติเช่นไร โดยมากเมื่อเราพูด
      ว่า "คนดี" บางคนอาจจะหมายถึงคนที่มีใจบุญสุนทาน บางคน
      อาจจะหมายถึงคนที่ขยันขันแข็งในหน้าที่การงาน และบางคน
      อาจจะหมายถึงคนที่ไม่เห็นแก่ตัว ที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดก็มีส่วน
      ถูก แต่ยังไม่สมบูรณ์ การจะพิจารณาว่าใครดีหรือไม่ดีนั้น เราดู
      จากการกระทำของเขาเอง ซึ่งพอจะกล่าวได้ว่า คุณสมบัติของคนดี
      นั้นคือคนที่มีการกระทำดีทั้ง 3 ทาง คือ
        1. ทางกาย หรือ กายกรรม
         2. ทางวาจา หรือ วจีกรรม 3. ทางใจ หรือ มโนกรรม ฉะนั้น
      ถ้าบุคคลใดมีการกระทำดีทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ครบ
      ทั้ง 
        3 ประการแล้ว ถือได้ว่าเป็นคนดีพร้อม เราพอสรุปได้ว่า คนดี
      นั้นต้องดีทั้งกาย วาจา และใจ ดีทางกายนั้น ไม่ใช่หมายถึง คนที่มี
      รูปร่างหน้าตาสวยงาม แต่หมายถึงการกระทำที่เป็นความดีต่าง ๆ
      เช่น การช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกทุกข์ได้ยาก การขยันทำมาหากิน                   การมีสัมมาคารวะการประพฤติตามกฎหมายและขนบธรรมเนียม
      ทั้งนี้รวมถึงการไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงด้วย นอกจากนี้คนที่มี
      ความดีทางกาย จะไม่ทำตนให้เป็นที่เดือดร้อนของผู้อื่น ไม่ทำตน
      ให้เป็นภาระของสังคม เป็นต้น ที่กล่าวว่าคนดีนั้นจะต้องพูดดีด้วย
      นั่นคือ เป็นคนที่พูดจาสุภาพ เรียบร้อยไม่พูดก้าวร้าวหรือพูดดูหมิ่น
      ใคร ไม่พูดให้ร้ายผู้อื่นพูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์บางคนพูดเอา แต่
      ได้โดยไม่คิดว่าผู้อื่นจะเดือดร้อน บางคนพูดยุแหย่ให้คนอื่นผิดใจ
      กัน หรือบางคนก็พูดหลอกลวงคนอื่น เช่น หลอกเอาค่านายหน้า
      โดยบอกว่าจะหางานให้ทำ เป็นต้น บางคนเป็นคนดีแต่พูด หรือ
      บางคนพูดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง เช่นนี้ก็ไม่อาจ เรียกว่า เป็นคน
      ดีได้ คุณสมบัติประการสุดท้ายของคนดี คือมีจิตใจดี หรือ
      มโนกรรมที่ดี คนที่มีจิตใจดีนั้นจะเป็นคนใจบุญสุนทานโอบอ้อม
      อารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไม่อิจฉาริษยา ผู้อื่น และยินดีกับความสุขหรือ
      ความสำเร็จของผู้อื่น เราอาจเคยได้ยินว่า คนนี้มีจิตใจสูง คนนั้นมี
      จิตใจต่ำ ความหมายก็คือ ผู้ที่มีจิตใจสูงก็คือมีจิตใจดีนั่นเอง จะมี
      ความคิดในด้านดี ในด้านที่เป็นมงคล ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่
      อามิสสินจ้างใด ๆและเป็นคนที่มีความยุติธรรม ส่วนคนที่มีจิตใจ
      ต่ำ หมายถึงคนที่มีจิตใจไม่ดี จะมีลักษณะตรงกันข้ามกับที่กล่าว
      มาแล้ว คือเป็นผู้ที่มองผู้อื่นในแง่ร้าย อาฆาตพยาบาท มีจิตใจ
      คับแคบ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม ถ้าสังคมใดมี
      คนที่มีจิตใจต่ำเป็นจำนวนมากแล้ว จะทำให้สังคมอยู่อย่างไม่เป็น
      สุขเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม คนที่มีจิตใจต่ำหรือมีจิตใจสูงนั้น
      บางทีก็ยากแก่การพิจารณาเพราะ เป็นเรื่องภายในจิตใจแต่เราอาจ
      พอตัดสินใจได้จากการพูด และการกระทำของเขาเพราะทั้งสอง
      อย่างนี้ เป็นสิ่งสะท้อนออกมาจากจิตใจของเขาเอง




                
        การทำความดีในสังและผลของการทำความดี
           










    
          -ทำด้วยเจตนาที่ดี
          -ทำในสิ่งที่ไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน
          -ทำในสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น
     การทำความดีสามารถทำได้ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ
          ทางกาย เช่น ช่วยเหลือคนหรือสัตว์ที่ลำบาก รู้จักตอบแทนพระคุฯของผู้อื่น
          ทางวาจา เช่น พูดความจริง ไม่พูดโกหก พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์
          ทางใจ เช่น ไม่คิดร้ายต่อผู้อื่น พยายามข่มใจไม่ให้โกรธ เมื่อมีคนทำไม่ดีกับเรา
     จากการทำความดีทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ จะทำให้เราได้รับผลดี ๒ ทาง คือ
          ทางตรง ได้แก่ ทำให้ตัวเรามีความสุขทางใจ และมีจิตใจผ่องใส ผู้คนยกย่อง
          ทางอ้อม ได้แก่ ทำให้ผู้ที่อยู่รอบข้างได้รับความสุข สังคมสงบ


วิธีทำก๋วยเตี๋ยว

                                วิธีทำก๋วยเตี๋ยวเป็ด



เครื่องปรุงน้ำซุป

- น้ำ 1.5 ลิตร
- โป๊ยกั๊ก 2 ดอก
- อบเชย 1 ก้าน
- รากผักชี 1 ราก
- พริกไทย 10 เม็ด
- กระเทียม 3 กลีบกลางๆบุบพอแหลก
- ซีอิ๊วดำหวาน 2 1/2 ช้อนโต๊ะ
- ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลปี้ป 1/2 ช้อนโต๊ะ
- ซุปไก่ก้อนคนอร์ 1 ก้อน

วิธีทำ

- เริ่มจากตั้งน้ำให้เดือดจัดๆแบบนี้ แล้วก็เอาเครื่องปรุงที่เตรียมไว้ใส่ลงไปทั้งหมด ยกเว้นน้ำตาล ชิมนิดนึง ถ้าหวานไม่พอแล้วค่อยใส่น้ำตาลปี๊บลงไป เพราะซีอิ๊วดำหวานเนี่ยมันจะหวานปะแล่มๆอยู่แล้ว เดี๋ยวหวานไปจะแก้ยาก พอใส่เครื่องปรุงหมดแล้วก็เคี่ยวให้เดือดจัด ๓ นาที แล้วหรี่เป็นไฟอ่อน ประมาณ ๑๘ นาที เท่านี้เราก็ได้น้ำซุปแล้ว
- น้ำซุปเสร็จแล้วเราก็เตรียมเครื่อง ก๋วยเตี๋ยวกัน ก็มีเส้นก๋วยเตี๋ยว กับผักต่างๆ เช่น ถั่วงอก ผักคะน้า ผักบุ้ง ตามที่มีนะคะ วันนี้แนนใช้เส้นหมี่ขาว
- เครื่องปรุงอื่นๆ ก็เป็นเครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยวทั่วไป อาทิเช่น ตั้งฉ่าย ผักชี ผงชูรส กระเทียมเจียว พริกไทย น้ำตาลทราย น้ำปลา พริกป่น น้ำส้มพริกดอง พอเตรียมครบแล้วทีนี้ก็ได้เวลาหม่ำแล้ว เราก็อุ่นน้ำซุปให้เดือดรุมๆไว้เลยนะคะ อีกเตาก็ตั้งหม้อใส่น้ำพอประมาณ พอเดือดแล้วเราก็เอาผักไปแกว่งซัก ๒-๓ ที
- แล้วเอาผักที่ได้ใส่ชาม ลวกเส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นสุกก็ใส่ชาม เป็ดที่เราเคี่ยวไว้เอามาทุบๆให้แบนหน่อย แล้วใส่ชามไปเลย ตามด้วยกระเทียมเจียว ตั้งฉ่าย ตั้งโอ๋ พริกไทย ถ้ากินชูรสก็เหยาะไปหน่อยนะคะ แล้วก็เอาน้ำซุปใส่ลงไป เท่านี้ก็เสร็จแล้ว


สูตรที่ 2

เครื่องปรุง

- เป็ด 1/2 ตัว
- บะหมี่ 4-5 ก้อน
- ซีอิ๊วขาว 3 ช้อน
- น้ำปลา 2 ช้อน
- เกลือป่น 1/2 ช้อน
- น้ำมันหอย 1 ช้อน
- น้ำตาลทราย 2 ช้อน
- กระเทียมเจียว 2 ช้อน
- ลูกผักชีคั่ว 1 ช้อนชา
- ยี่หร่าคั่ว 1 ช้อนชา
- กระเทียม
- ผักกาดขาวหั่น
- คื่นช่ายหั่นฝอย
- พริกไทยป่น
- น้ำส้มพริกดอง

วิธีทำ

- เริ่มกันที่เอาเป็ดสดของเราที่หั่นแล้วไปทอดให้เหลืองก่อนเลย
- พอเป็ดสุกแล้วเราก็มาต้มน้ำอีกหม้อให้เดือดเลย พอน้ำเดือดแล้วก็เอายี่หร่า ลูกผักชีคั่ว โครงเป็ดที่เหลือห่อผ้าขาวบางแล้วใส่ลงหม้อเลย
- รอจนน้ำเดือดกับเครื่องปรุงของเราซัก ๕-๑๐ นาที จากนั้นก็ใส่เป็ดที่เราทอดแล้วลงไปอย่างนี้เลย
- ช่วงนี้ทิ้งหม้อเป็ดด้วยไฟอ่อนไปเลย ออฟทำประมาณ ๒-๓ ชั่วโมง กะให้เป็ดนิ่มเปื่อยเต็มที่เลย เราก็ำำหันมาหั่นผักกันต่อนะคะ วันนี้ใช้ผักกาดขาวกับคื่นช่าย
- หั่นผักแล้วก็มาทำกระเทียมเจียวกันต่อ อันนี้เสร็จแล้ว
- พอตุ๋นจนเปื่อยได้ทีแล้วก็พร้อมเสริฟแล้ว มาทานด้วยกันมั้ยจ๊ะ



สูตรที่ 3

  เครื่องปรุง
- น่องเป็ด
- กระเทียม
- รากผักชี
- โป๊ยกั๊ก
- อบเชย
- ผงพะโล้
- ผงโกโก้
- นํ้าตาลปึก
- เกลือ
- ซีอิ๊วขาว
- ซีอิ๊วดํา ข่า
- ไข่ไก่
- เซเลอรี่

วิธีทำ

- เริ่มตั้งหม้อ ใส่นํ้ามันพืช แล้วผัดรากผักชี กระเทียม พริกไทย ที่เราตําไว้ ผัดให้หอม แล้วใส่ผงพะโล้ ๑ ช้อนชา ใส่โป๊ยกั๊ก อบเชย แล้วผัดต่อให้หอม แล้วเติมนํ้าเปล่าลงไป
- เติมนํ้าเปล่าแล้วปรุงรส ใส่ข่า นํ้าตาลปึก ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดํา เกลือ ต้มนํ้าให้เดือด แล้วใส่ผงโกโก้ ๑ ช้อนชา
- นํ้าเดือดดีแล้วใส่เซเลอรี่ และเป็ด ชิมรสตามต้องการ พอเป็ดสุกก็เป็นอันเสร็จ
- ผักที่เราใช้วันนี้ ก๋วยเตี๋ยวเป็ดต้องเส้นหมี่ถึงจะอร่อย

                                        การซักผ้า              



   วิธีการซักเสื้อผ้าและการถนอมเสื้อผ้า



  การ ซักผ้า

การซักผ้านั้นมี องค์ประกอบสิ่งสำคัญ
อยู่ 4 ชนิด ( Four Factor ) คือ

1.อุณหภูมิ (Temp)
2.แรงกลหรือแรงขยี้ (Mechanical)
3.เวลา (Time)
4.เคมี (Chemical)
ก่อนใช้สาร
ซักฟอกควรพิจารณา ดัง นี้
- ถ้าจะซักผ้าด้วยน้ำเย็นควรใช้สบู่ที่ผลิตจากไขมันที่มีจุดละลาย
ต่ำ
- เลือกสบู่ตาม ชนิดของผ้าและรอยเปรอะเปื้อนที่จะต้องขจัดออก
- ผงซักฟอกที่ สังเคราะห์ขึ้นจากสารเคมี สามารถ
ใช้กับน้ำกระด้างได้
- ก่อนซักจะ ต้องแยกผ้าที่สีตกออกซักต่างหากด้วย
- ผงซักฟอกจะ ไม่ทำให้น้ำกระด้างเกิดตะกอนเหมือนสบู่



สารซัก ฟอกที่ใช้กัน อยู่ทั่วไปในการซักผ้า
1.สบู่ซักผ้า มีทั้งแบบเป็นก้อนและเป็น
เกร็ด ทำจากด่างต้มกับ ไขมันสัตว์ หรือ
น้ำมัน พืชที่มีจุดละลายสูงตั้งแต่ 37-40
องศาเซลเซียส และต้องใช้น้ำร้อนจึงจะซักผ้าได้
ขาวสะอาด
2.ผงซัก ฟอก
ควรศึกษาข้อแนะนำการ ใช้และคุณสมบัติของสารนั้นๆเสียก่อน
เพราะ มีผงซักฟอกหลายชนิดที่มี คุณสมบัติพื้นฐานเหมือนกัน
ต่างกันที่เติมสาร อื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับการ ทำความสะอาด เช่น กลิ่น สี
ฟอง ซึ่งสารเหล่านี้อาจทำปฏิกิริยาทำให้ผ้าเปื่อยและขาดเร็ว
หรืออาจกัด ผิวหนังได้ถ้าล้างออกไม่หมด
โดยเฉพาะเสื้อผ้าของเด็กเล็กๆต้องระวัง เป็นพิเศษ
3.น้ำยาซักฟอก มีคุณสมบัติและการใช้เช่นเดียวกับผงซักฟอก
เพียงแต่ผลิตขึ้นเพื่อให้สะดวกกับการใช้ คือ
เมื่อผสมกับน้ำแล้วจะ ละลายเข้ากับน้ำได้ง่าย ช่วยให้ประหยดเวลาและแรงงาน
4.น้ำยา ปรับผ้านุ่ม เป็น น้ำยาที่
ใช้เพียงเพื่อให้ผ้าที่ต้องการความนุ่มคง สภาพเดิม แต่
ไม่ จำเป็นต้องใช้บ่อยๆ
วิธีการ ซักเสื้อผ้า มีขั้นตอน ดังนี้
1.นำสิ่ง ของออกจากกระเป๋าให้หมด
2.ถ้าพบว่า เสื้อผ้าชำรุด ควร
ซ่อม ให้เรียบร้อยก่อนซัก
3.แยกผ้าสีและ ผ้าขาวออกเป็นพวกๆ
4.ซักด้วยน้ำ เปล่าก่อน 1 ครั้ง
5.ใส่ผง ซักฟอก ลงในอ่างหรือกะละมังประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ แล้ว
จึง ใส่น้ำประมาณ 1 ขันใหญ่ต่อเสื้อ 1 ตัว คนให้ผง ซักฟอกละลายและกระจายไปทั่ว แล้ว
นำเสื้อ ลงแช่ทิ้งไว้ ประมาณ 15 นาที ขณะเดียวกัน ควรเตรียมอุปกรณ์ สำหรับตากผ้าไว้ให้เรียบร้อยจะทำงานให้
เสร็จเร็วขึ้น
6.ขยี้ หรือใช้ แปรงๆที่คอเสื้อ แขน
เสื้อ กระเป๋าและซักทั้ง ตัวให้สะอาด บีบน้ำออก แต่ไม่ควรบิดเพราะจะทำให้ ผ้าขาด
เร็วขึ้น
7.ซัก ในน้ำ สะอาด 2-3 ครั้ง ให้หมดคราบผงซักฟอก
8.นำขึ้นตาก โดยกลับตะเข็บเสียก่อน แล้ว
ใส่ไม้แขวนเสื้อ ถ้า เป็นเสื้อสี ให้
แขวน ไว้ในที่ร่มและลมพัดผ่านได้ดี
9. ถ้าซักด้วยเครื่องครั้งหนึ่ง จะใช้น้ำประมาณ 150-250 ลิตร
10.น้ำสุดท้าย
ของ การซักสามารถนำไปเช็ดถูบ้าน หรือรดน้ำต้นไม้ใหญ่ได้
การ ซักผ้าแต่ ละประเภท
- ผ้าฝ้าย
ซักด้วยน้ำหมักชีวภาพ หรือ ซักด้วยสบู่ธรรมชาติ
กับบอแรกซ์และผงฟู ถ้าเป็นผ้าขาว ให้ซักด้วย น้ำด่าง จากขี้เถ้า
หรือซักด้วยน้ำร้อน ถ้าเป็นผ้าสี ให้ซักด้วยน้ำอุ่น เพื่อไม่ให้สีซีด และ
อาจใช้ น้ำส้มสายชู ๑ ช้อนโต๊ะ ต่อ การซักผ้า ๑ ถัง จะช่วยให้ผ้า คงสีสดใส การ
ใช้ บอ แรกซ์ จะช่วยไม่ให้ผ้าขึ้นราด้วย
-ผ้าลินิน
ถ้า เป็นผ้าบางควรซักด้วยมือ ซักด้วยน้ำหมักชีวภาพ หรือ
ซักด้วยสบู่ธรรมชาติ กับบอแรกซ์ และผงฟู
-ผ้า ไหม
ซักผ้าไหมด้วยน้ำเย็นกับสบู่อ่อนๆ ไม่ต้องขยี้ แล้ว
ล้างออก ด้วยน้ำเย็น ไม่ต้องบิด
-ผ้าขนสัตว์
ซักด้วยมือด้วยน้ำเย็น หรือน้ำอุ่น กับสบู่อ่อนๆ
หรือ กับน้ำส้มสายชู ๒-๓ ช้อนโต๊ะด้วยวิธีง่ายๆ และ
สารธรรม ชาติ ที่มีอยู่ในบ้านเรือนเหล่านี้ ก็สามารถช่วยให้เราซักผ้า
ให้ สะอาดได้ โดยไม่ต้อง ใช้ผงซักฟอก
การใช้และการดูแลรักษาเสื้อผ้า
เพื่อเป็นการประหยัดเวลา เงินและ แรงงาน ที่
จะต้องสิ้นเปลืองไปกับการดูแลรักษาเสื้อผ้า จึงควร
ยึด หลักการใช้และดูแลรักษาเสื้อผ้าดังนี้
1.เสื้อผ้าเมื่อ ใช้แล้ว ถ้าไม่ ซักทันทีจะทำให้ซักยากและอาจ
เกิดราหรือเป็นรอยได้
2.เสื้อผ้าที่สวมใส่ครั้งหนึ่งแล้วยังจะสวมได้ อีก ควรแขวนผึ่ง
แดดหรือลมไว้
3.เสื้อผ้าแต่ละชิ้น ซักรีดและเก็บรักษาไม่ เหมือนกัน เสื้อผ้า
บางอย่างเมื่อซื้อมาจะมีคำแนะ นำเกี่ยว กับการซักรีด ควร
ปฏิบัติตามคำแนะนำ เพื่อช่วยรักษาเสื้อผ้าให้คงทนเสมอ
4.หาความรู้เกี่ยว กับการขจัดรอยเปื้อนที่มัก ประสบอยู่เป็นประจำ เพื่อ
เลือกวิธีที่ได้ผล ที่สุด
5.เสื้อผ้าที่จำเป็นต้องรีดเมื่อรีดเสร็จ แล้ว ควรปล่อยให้ความร้อนเกิดจากการรีดหายเป็น
ปรกติก่อน แล้วจึงเก็บเข้าตู้
6.เสื้อผ้าที่ซักรีดแล้ว ควรเก็บ ใส่ตู้เสื้อผ้าไว้ในที่อากาศ
เย็นและไม่ชื้น เพื่อป้องกัน มิให้เกิดเชื้อราและเสื้อผ้าเปื่อย
7.ควร จัดเก็บเสื้อ ผ้าไว้เป็นหมวดหมู่หรือประเภท เพื่อสะดวก
ใน การหยิบใช้ได้ง่าย และป้องกันการสูญหายหรือหาไม่พบ

การทำขนมปัง


                          การทำขนมปัง



1. การผสมแป้ง
ส่วนที่ 1 ส่วนผสมของแห้ง ได้แก่ แป้ง ยีสต์ สารเสริมคุณภาพ นมผง ร่อนผสมเข้าด้วยกัน
ส่วนที่ 2 ส่วนผสมของเปียก ได้แก่ น้ำเย็น น้ำตาลทราย ไข่ไก่ เกลือป่น และ นมสด หรือนมข้นจืด คนให้เข้ากันจนละลาย
ส่วนที่ 3 ส่วนผสมไขมัน ได้แก่ เนยสด เนยขาว มาการีน หรือ น้ำมันพืช
การผสมแป้งวิธีนี้จะช่วยให้ส่วนผสมเข้ากันได้ดี และช่วยให้กลูเต็นในแป้งถูกผสมจนถึงจุดที่ไใช้ได้ โดยสังเกตได้จากการรวมตัวของก้อนแป้งไม่เหนียวติดมือ และเครื่องผสมมีความนุ่มเนียนและสามารถดึงเป็นผ่นบาง ๆ ได้โดยไม่ขาด แต่ถ้าผสมแป้งหรือนวดแป้งน้อยเกินไป จะทำให้แป้งมีความยืดหยุ่นน้อย ขนาดของขนมจะลดลง หรือจะมีเนื้อสัมผัสหยาบ

2. การหมักแป้งหลังจากการผสม
แป้งหลังจากการผสมควรมีการพักแป้งก่อนสักระยะหนึ่งเพื่อให้แป้งคลายตัว ในการหมักนั้นโดยทั่วไปแล้วจะหมักโดยการคลึงแป้งเป็นก้อนกลม และหมักในอ่างผสม หรือคลึงเป็นก้อนกลมแล้วพักบนโต๊ะ โดยใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาด ๆ คลุมก้อนแป้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหน้าของก้อนแป้งแห้ง

3. การไล่อากาศในก้อนแป้ง
หลังจากแป้งถูกหมักจนได้ที่แล้วจะไล่อากาศที่มีมากเกินออกไป เพื่อให้ขนมปังมีเนื้อเนียน วิธีคือใช้มือกดเบา ๆ ที่ก้อนแป้ง หรือใช้เครื่องรีดเพื่อไล่อากาศ


4. การเตรียมก้อนแป้งใส่ไส้หรือพิมพ์
หลังจากไล่อากาศในก้อนแป้งแล้ว ตัดก้อนแป้งตามขนาดที่ต้องการ หลังจากนั้นใช้มือหรือเครื่องคลึงให้เป็นก้อนกลมจนผิวหน้าเรียบเนียน จากนั้นจะขึ้นรูปพักลงในพิมพ์ หรือพักให้ขึ้นเป็น 2 เท่า และนำมาใส่ไส้ตามต้องการ

5. การพักแป้งในพิมพ์
ระยะเวลาในการพักแป้งขึ้นอยู่กับขนาดก้อนแป้ง และอุณหภูมิที่ใช้ในการหมัก โดยทั่วไปแล้วจะใช้อุณหภูมิที่ประมาณ 32-40 องศาเซลเซียส ซึ่งในระหว่างการหมักนั้นต้องใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำหมาด ๆ คลุมแป้งเพื่อป้องกันผิวหน้าของก้อนแป้งแห้งกระด้าง ในปัจจุบันถ้าเป็นระบบอุตสาหกรรมหรือร้านที่ขายดีก็จะใช้ตู้หมักแป้ง โดยตู้หมักแป้งสามารถปรับระดับอุณหภูมิที่ใช้ในการหมักได้ จึงช่วยให้ได้ก้อนแป้งที่พองตัวอย่างรวดเร็ว


6. การอบและการตกแต่งหลังการอบ
โดยทั่วไปอุณหภูมิที่ใช้ในการอบอยู่ที่ 350-400 องศาฟาเรนไฮต์ ส่วนระยะเวลาขึ้นอยู่กับขนาดก้อนแป้ง ก่อนอบบางสูตรอาจจะเพิ่มสีสันแก่ขนมปัง โดยจะมีการทาหน้าขนมปังด้วยไข่ไก่ นมสด เป็นต้น และเมื่ออบสุกแล้วถ้าต้องการให้ขนมปังเป็นมันเงา  จะทาหน้าขนมปังด้วยเนยสดทับอีกที ขนมก็จะดูมันเงา จึงนำออกจากพิมพ์หรือถาดอบ บางสูตรจะมีการตกแต่งหลังการอบเพื่อให้ได้รสชาติที่ดีและสะดุดตาน่ารับ ประทานมากยิ่งขึ้น การตกแต่งนั้นมีหลายวิธี เช่น การโรยหน้าขนมด้วยน้ำตาลไอซิ่ง หรือ การตกแต่งด้วยน้ำสลัดครีม จึงพักบตะแกรงจนเย็นสนิทเื่พื่อป้องกันการเกิดราได้ง่าย จากนั้นจึงบรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่เตรียนมไว้ หลังจากการบรรจุแล้วควรเก็บขนมปังไว้ในห้องที่ไม่แห้งจนเกินไป และมีอุณหภูมิที่เย็นพอเหมาะ

การหมักแป้งก่อนขึ้นรูปมี 3 วิธี คือ
1. การผสมแป้ง 2 ขั้นตอน คือให้นำแป้ง 30% กับยิสต์และน้ำ 25% ของน้ำหนักแป้งผสมให้เข้ากัน แล้วหมักให้ขึ้นฟูเป็น 2 เท่าตัวจึงนำไปใส่เครื่องผสมกับส่วนผสมที่เนลือจนส่วนผสมเนียนดี จึงนำออกมาแบ่งน้ำหนักแล้วขึ้นรูปได้เลย
2. ผสมส่วนผสม ตีรวมกันทั้งหมดจนเนียน จึงนำออกมาพักให้โตขึ้นเป็น 2 เท่าตัว จึงนำมาแบ่งน้ำหนักแล้วปั้นขึ้นรูปได้เลย
3. วิธีที่ 3 (จะมีส่วนผสมของหัวเชื้ออยู่ในสูตรอยู่แล้ว) สามารถเลือกใช้ส่วนที่งายที่สุดและออกมาดี (ถ้าไม่มีสูตรแป้งก็ให้ใช้วิธีที่ 1 และ 2 ได้เพื่อความสวยงามของผิวขนมปัง)



การผสมแป้งถูกวิธีและส่วนประกอบ
1. การเลือกใช้ยีสต์สำหรับขนมปังจืดในการทำขนมปังฝรั่งเศส
2. น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำเย็นจัด หรือถ้าผสมในจำนวนมาก ๆ ให้เพิ่มน้ำแข็ง
3. ถาดที่ใช้ควรทาเนยขาวแล้วโรยด้วยแป้งบาง ๆ
4. ก่อนอบใช้น้ำฉีดให้ผิวขนมปังชื้น ในกรณีใช้หัวแก็ส
(เตาไฟฟ้าแบบมีสตรีมน้ำ)
5. การผสมแป้งที่ไม่มีแป้งเชื้อควรหมักแป้งก่อนทุก

วิธีผสมแป้ง
1. วิธีผสมแบบขั้นตอนเดียว (Straight Dough Method)
1.1 ตวงส่วนผสมที่ใช้ทั้งหมดในสูตร
1.2 ละลายน้ำตาล เกลือ ไข่ ในน้ำ
1.3 เทแป้ง ยีสต์ นมผง ลงในอ่างผสม ผสมใ้ห้เข้ากัน
1.4 เติมสารละลายของน้ำลงไป ผสมด้วยความเร็วต่ำของเครืองพอเข้ากัน
1.5 ใส่เนยลงไปผสมกันจนกระทั่งได้แป้งที่มีลักษณะเนียน
1.6 นำไปพักก่อนที่จะขึ้นรูปต่อไป


2. การผสมแบบสองขั้นตอน (Sponge & Dough Method)
2.1 ขั้นตอนแรก (Sponge)นำแป้ง ยีสต์ และน้ำที่มีส่วนผสมของ
สปองจ์โดยผสมให้เข้ากันแต่ไม่กับต้องแป้งเนียน นำไปหมัก 2-3 ชั่วโมง
2.2 ขั้นตอนที่ 2 (Dough) เมื่อหมัก Sponge ได้ที่แล้ว ให้เติมส่วนผสมที่เหลือทั้งหมดในสูตรลงไป ได้แก่ แป้ง น้ำตาล น้ำ นมผง ไข่ไก่ ผสมพอเข้ากัน ใส่ไขมันผสมต่อจนก้อนแป้งเนียน นำไปหมักแล้วขึ้นรูป


3. การผสมแบบทุ่นเวลา (No Time Dough Method)
ใช้วิธีการผสมเหมือนแบบขั้นตอนเดียว แต่มีการเติมสารเสริมคุณภาพลงในแป้งเพื่อช่วยลดขั้นตอนในการหมักช่วงแรกลง
การหมักโด
เมื่อนวดแป้งขนมปังได้ที่แล้ว ต้องหมักก้อนแป้งไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ห้องที่หมักควรมีอุณหภูมิ 80 องศาฟาเรนไฮต์ และ ความชื้นสัมพัทธ์ 70-78% เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวของแป้งแห้งเกินไป การหมักโดถ้าทำในฤดูหนาวขนมปังจะขึ้นช้า เราอาจจะแก้โดยนำไปตั้งใกล้เตาไฟ (เตาไฟที่จุดแล้ว) หรือนำไปวางไว้ในที่ที่มีแสงแดดส่องถึง ก็จะทำให้ก้อนแป้งขึ้นได้เร็วขึ้น เมื่อหมักก้อนแป้งจนขึ้นแล้วเรามีวิธีการทดสอบโดยการกดลงในแป้งลึก 2-3 นิ้ ซึ่งสังเกตได้จากรอยบุ๋ม
1. ถ้ารอยนิ้วถูกดันขึ้นมาจนมองไม่เห็นรอยที่กดลงไป แสดงว่าก้อนแป้งยังหมักไม่ได้ที่ต้องหมักต่อไปอีก
2. ถ้ารอยนิ้วถูกดันขึ้นมาจนเหลือรอยบุ๋มเล็กน้อย แสดงว่าก้อนแป้งถูกหมักได้ที่แล้ว
3. ถ้ารอยนิ้วบุ๋มอยู่อย่างเดิม แสดงว่าหมักแป้งนานเกินไป
















                                              การเลี้ยงสุนัข





              ที่อยู่ที่นอน

    สุนัขควรมีที่อยู่ที่นอนเป็นที่เป็นทางแลเป็นสัดเป็นส่วน อาจจะใช้ผ้าเก่า ๆ หรือเศษผ้านุ่ม ๆ หลายๆชั้น
ทำเป็นที่นอนขนาดเล็กใหญ่แล้วแต่ความเหมาะสม ส่วนการรรจะเลี้ยงดูสุนัขกกกไว้ในบ้านหรือไม่นั้นคงแล้วแต่
ความพร้อมของสมาชิกในครอบครัว ส่วนใหญ่แล้วหากมันยังเล็กอยู่ก็นิยมเลี้ยงไว่ในบ้านเพื่อคอยดูแล
และทำให้มันสนิทสนมกับคนในบ้านได้ง่าย แต่ต้องคอยดูแลเรื่องการขับถ่ายให้เป็นที่เป็นทาง
หากมีบริเวณบ้านมากพอ ควรเลี้ยงไว้นออกบ้าน โดยสร้างกรงที่ขมีขมันความแข็งแรง กว้างขวางตามขนาดของสุนัข
ควรมีมุ้งกางให้สุนัขด้วย มีหลังคากันแดดกันฝนได้ และมีฝากันลมในทิศทางที่ถูกต้อง บริเวณที่ตั้งกรงควรเลือกเอา
ที่ร่ม ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่อับชื้น เวลากลางวันต้องมีแสงแดดส่องผ่านเข้าได้บ้างเพื่อฆ่าเชื้อโรค
และให้กรงแห้งพื้นกรงควรจะสะดวกในการทำความสะอาด ไม่เป็นที่หมักหมดของสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ
มีที่ระบายของเสียได้สะดวก 


        



         การอาบน้ำ

สุนัขก็เหมือนคนที่จะต้องดูแลรักษาความสะอาดและตกแต่งให้ดูสวย น่ารักอยู่เสมอ เนื่องมาจากมันไม่สามารถจะทำความสะอาดและเสริมสวยให้ กับตนเองได้ ผู้เลี้ยงจึงจะต้องทำหน้าที่ สนใจในตัวของมันเสมือนหนึ่งเป็นตัวของมันเองเลยทีเดียว
การอาบน้ำต้องใช้แชมพู และสบู่ควบคู่ไปด้วย ควรเลือกซื้อแชมพูหรือไม่ก็สบู่ที่ผลิตขึ้น
สำหรับใช้กับสุนัขเท่านั้น อย่านำแชมพูหรือสบู่ของคนมาใช้กับสุนัขโดยเด็ดขาด เพราะผิวหนังของสุนัขบางชนิดบอบบางมาก หากอาบน้ำด้วยแชมพูหรือสบู่ของคน จะทำให้มีปัญหาเรื่องขนแห้ง หยาบ และมีสะเก็ดรังแคขึ้นบนผิวหนัง บางตัวเป็นหนักถึงอาจจะขนร่วงไปเลยก็มี
         ปัจจุบันแชมพูสุนัขมีให้เลือกหลายสูตร มีทั้งแบบผสมครีมในตัว ประเภททูอินวัน หรือทรีอินวัน ชนิดที่มีสารฆ่าเห็บ ฆ่าหมัด เยอะแยะมากมายไปหมด ก่อนซื้อควรอ่านดูฉลากข้างขวดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณ
สมบัติอะไรบ้าง บรรจุเท่าใด หมดอายุวันไหน แล้วจึงเลือกซื้อมาใช้ให้ถูกกับลูกสุนัขของเรา
       
:: วิธีอาบน้ำให้สุนัข ::
อุปกรณ์ต้องเตรียม คือ แชมพูสำหรับสุนัข ผ้าเช็ดตัว อ่างน้ำ หรือสายยาง ที่ต่อจากก๊อกน้ำ เครื่องเป่าผม

ขั้นตอนการอาบน้ำให้สุนัขทำได้ดังนี้ คือ

wash1
  จับสุนัขให้อยู่ในอ่างนิ่งๆ โดยการจับที่ปลอกคอ เป็นไปได้ควรอุดหู
ทั้งสองข้าง ของสุนัขด้วยสำลีเพื่อป้องกันมิให้น้ำเข้าหู แล้วจึงค่อยเทน้ำลง
บนตัวสุนัขให้ทั่วทั้งตัว



ใช้แชมพูสุนัขเทลงบนตัวสุนัข แล้วจึงใช้มือถูนวดแชมพูให้ทั่วใน
ขณะที่มืออีกข้างหนึ่งยังจับปลอกคอสุนัขอยู่เพื่อจะให้มันอยู่นิ่งๆ




ล้างแชมพูที่ส่วนหัวของลูกสุนัขก่อน จากนั้นจึงล้างแชมพูที่ลำตัวให้
สะอาด แล้วใช้ผ้าเช็ดให้แห้งทั้งตัว





เอาสำลีที่อุดหูออก แล้วเป่าขนให้แห้ง พร้อมกับแปรงขนให้ได้รูป
ทรงตามที่ต้องการ

 




    การแปรงและหวีขน

สุนัขทุกพันธุ์ต้องการแปรงขนเหมือนกัน ไม่จำเป็นว่าสุนัขตัวนั้นจะ ต้องมีขนยาวเพียงเท่านั้น การแปรงหวีขน ของสุนัขบ่อยๆ นอกจากจะ ทำ ให้ขนสวย ขนไม่พันกันแล้ว ยังจะเป็นการทำความสะอาดตัวของสุนัขได้
เพราะเวลาเราแปรงขน สิ่งสกปรกจะถูกกำจัดออกมารวมทั้งบรรดาขนเก่า ที่หลุดออกมา นอกจากนั้นผิวหนังที่ได้รับการ กระตุ้นจากการ หวีหรือแปรงก็จะขับน้ำมันมาเคลือบขนสุนัขทำให้ขนนุ่ม และเป็นเงางาม โดยที่เราไม่ต้องเสียเงินไปซื้ออาหารเสริมมาให้มันกินให้สิ้นเปลืองเปล่า ๆ
ควรฝึกหวี และแปรงขนสุนัขแต่เล็ก ๆ เพื่อจะได้เคยชินและยอมให้เรา เสริมสวยแต่โดยดี


การดูแลฟัน

โดยปกติแล้วสุนัขฟันผุได้ยากมาก แต่ที่เห็นบ่อยคือ เหงือกอักเสบ เกิดจากฟันสุนัขไม่สะอาด ขี้ฟันหมักหมมจนจับเป็นคราบสีเหลืองเกาะติดที่ผิวฟัน คือ หินปูนนั่นเอง บางทีหินปูนมีมากและลุกลามไปจนถึงเงือก ทำให้เหงือกอักเสบ มีกลิ่นปาก จนกระทั่งฟันหลุดไปในที่สุดวิธีป้องกันการจับตัวของหินปูน ควรให้สุนัขกินอาหารสำเร็จรูปที่เป็นเม็ดแห้ง หรือให้แทะกระดูกเสียบ้างเพื่อขัดฟัน แต่ถ้าจะให้ดีจริงๆ ควรให้สัตวแพทย์ตรวจฟันทุกปี สุนัขบางพันธุ์ก็มีการจัดเรียงตัวของฟันที่แย่มาก มีเหงือกเป็นหนองและฟันหลุดเสมอการให้แทะกระดูกไม่อาจช่วยได้เลย พวกนี้ต้องตรวจฟัน และทำความสะอาดเสมอโดยสัตวแพทย์



















การเลี้ยงปลาทอง


                                                  การเลี้ยงปลาทอง


       ปลาทอง เป็นปลาสวยงามอันดับต้น ๆ ที่ได้รับความนิยมเลี้ยงกันอย่างกว้างขวาง เพราะสวยงามและดูมีชีวิตชีวา แถมชื่อยังเป็นมงคลอีกด้วย นักเลี้ยงปลาทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น จึงเลือกเลี้ยงเจ้าปลาชนิดนี้ไว้ดูเล่นกันเป็นจำนวนมาก

          แม้ว่าปลาทอง จะเป็นปลาสวยงามที่เลี้ยงไม่ยาก แต่หลายต่อหลายคนก็อกหักจากการเลี้ยงปลาทองมาแล้วไม่น้อย เนื่องจากปลาทองจัดเป็นปลาที่ตายได้ง่าย ๆ หากไม่รู้วิธีการเลี้ยงอย่างถูกต้อง และวันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ ในการเลี้ยงมาฝากกัน

          ก่อนอื่นมาทำความรู้จักปลาทองที่ได้รับความนิยมเลี้ยงในไทย แบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์คือ 

          1.ปลาทองพันธุ์หัวสิงห์ มีลักษณะเด่นบริเวณหัว ที่จะมีก้อนเนื้อหุ้มอยู่คล้ายสวมหัวโขน

          2.ปลาทองพันธุ์ออรันดา ลำตัวค่อนข้างยาว ครีบหางอ่อนช้อยเป็นพวงสวยงาม

                       

     ภาชนะที่ใช้เลี้ยง

          ในการเลี้ยงปลาทองให้สุขภาพแข็งแรง และมีสีสันสดใส จำเป็นต้องใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่สถานที่เลี้ยง และภาชนะที่ใช้เลี้ยง โดยทั่วไปนิยมเลี้ยงในตู้กระจกใส และอ่างซีเมนต์ หากเลี้ยงในตู้กระจกควรเลือกขนาดที่มีความจุของน้ำอย่างน้อย 40 ลิตร ใช้เลี้ยงปลาทองได้ 12 ตัว แต่ถ้าเลี้ยงในอ่างซีเมนต์ ต้องคำนึงถึงแสงสว่าง ควรเป็นสถานที่ไม่อับแสง และแสงไม่จ้าจนเกินไป ทั้งนี้ ควรใช้ตาข่ายพรางแสง ประมาณ 60% ปิดปากบ่อ ส่วนสภาพของบ่อเลี้ยงควรสร้างให้ลาดเอียง เพื่อความสะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำ 

    

การให้อาหาร

          แนะนำว่าควรให้อาหารสำเร็จรูป วันละ 1-2 ครั้ง โดยการให้แต่ละครั้งไม่ควรมากจนเกินไป เพราะจะทำให้ปลาทองอ้วน และเสี่ยงตายได้ เนื่องจากปลาทองค่อนข้างกินจุ ดังนั้นอย่าตามใจปากปลาทอง ส่วนอาหารเสริมอย่างลูกน้ำและหนอนแดง สามารถให้เสริมได้โดยดูความอ้วนและความแข็งแรงของตัวปลา ลักษณะปลาที่ตัวใหญ่หรืออ้วน สังเกตได้จากบริเวณโคนหางจะใหญ่แข็งแรงและมีความสมดุลกับตัวปลา และเมื่อมองจากมุมด้านบนจะสังเกตเห็นความกว้างของลำตัวอ้วนหนาและบึกบึน ขณะที่สีบนตัวปลาจะต้องมีสีสดเข้ม 




         คุณภาพของน้ำ

          น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด น้ำประปาที่ใช้เลี้ยงต้องระวังคลอรีน ควรเตรียมน้ำก่อนนำมาใช้เลี้ยงปลาทุกครั้ง โดยเปิดน้ำใส่ถังเปิดฝาวางตากแดดทิ้งไว้เพื่อให้คลอรีนระเหย หรืออาจติดตั้งเครื่องกรองน้ำใช้สารเคมีโซเดียมไธโอซัลเฟตละลายลงในน้ำ มีคุณสมบัติในการกำจัดคลอรีน แต่ควรดูสัดส่วนในการใช้ เพราะสารเคมีพวกนี้มีผลข้างเคียงต่อปลาหากใช้ไม่ถูกวิธี  



          อากาศหรือออกซิเจนในน้ำ

          ปลาทองส่วนใหญ่เคยชินกับสภาพน้ำที่ต้องมีออกซินเจน ดังนั้น อย่างน้อยในภาชนะเลี้ยงต้องมีการหมุนเวียนเบา ๆ ไม่ว่าจะผ่านระบบกรองน้ำ น้ำพุ น้ำตก หรือปั๊มน้ำ เพราะการหมุนเวียนของน้ำ เป็นการทำให้เกิดการเติมออกซิเจน และปลาทองขนาดใหญ่ย่อมต้องการออกซิเจนมากกว่าปลาเล็ก ส่วนเรื่องอุณหภูมิของน้ำที่เหมาะสมคือ 28-35 องศาเซลเซียส แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาอุณหภูมิของน้ำไม่ให้เปลี่ยนแปลงขึ้น-ลงอย่าง รวดเร็ว หากซื้อปลาบรรจุถุงมา เวลาจะปล่อยปลาลงในอ่างเลี้ยง ควรแช่ถุงลงในอ่างเลี้ยง 10-15 นาที เพื่อให้อุณหภูมิของน้ำในถุงกับในอ่างถ่ายเทเข้าหากันจนใกล้เคียงกัน แล้วค่อยปล่อยปลาลงไป


        การเลี้ยงปลาทอง ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ใส่ใจกับภาชนะเลี้ยง สภาพน้ำ การให้อาหาร และหมั่นสังเกตเจ้าปลาตัวโปรดของคุณอย่างสม่ำเสมอ ก็จะได้ปลาทองสวย ๆ ไว้เชยชมไปนาน ๆ



 













   การเลี้ยงแมว

การเลี้ยงดูลูกแมว      การเลี้ยงลูกแมวกำพร้าแม้ต้องมีตารางประจำวันในการให้อาหารที่เหมาะสม การขับถ่ายการเล่นและการนอนหลับ โดยต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี เพื่อความสำเร็จในการเลี้ยงลูกแมวต้องคำนึงถึง
          1. โภชนาการและการหย่านม
          2. สุขอนามัย
          3. อุณหภูมิและความชื้น
          4. การป้องกันโรค
          5. การบำรุงและทำให้เข้ากับสังคม
     ลูกแมวสุขภาพดีจะจ้ำม่ำแข็งแรง มีชีวิตชีวา หลับนาน ลูกแมวที่สุขภาพไม่ดีจะมีกล้ามเนื้อที่ไม่สมบูรณ์ ร้องบ่อยถ้าไม่ช่วยเหลือ อ่อนแอ ซึมเศร้า เฉื่อยชา

โภชนาการและการหย่านม
     ลูกแมวจะได้รับน้ำนมน้ำเหลืองใน 12 ชั่วโมงแรก ลูกแมวจะดูดซึมภูมิคุ้มกันจากน้ำนมน้ำเหลืองได้ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกนับจากคลอด ในกรณีที่แม่แมวไม่สามารถเลี้ยงดูลูกแมวได้ ลูกแมวต้องดูดนมจากขวดหรือหลอดหยดตามแต่จะหาได้
     การให้อาหารแบบหลอดผู้ให้ต้องได้รับการฝึกอย่างดี เพราะอาหารอาจเข้าสู่ปอดย่างไม่ตั้งใจทำให้หมดสติ การให้อาหารแบบหลอดจึงเสี่ยง อนุญาตให้ใช้เฉพาะในลูกแมวอ่อนแอซึ่งต้องอยู่ภายใต้การแนะนำของแพทย์ ควรลูบหลังลูกแมวให้เรอระหว่างให้อาหารและหลังอาหาร โดยนำมันผาดไหล่ ให้ตัวตั้งตรงและตบหลังเบาๆ การให้น้ำนมจากขวดหรือหลอดต้องทำอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการปอดบวมหรือการสำลักน้ำ
     ใน 24-28 ชั่วโมงแรก ลูกแมวต้องการนม 1 มิลลิลิตรต่อชั่วโมง แต่ละวันเพิ่มจำนวนขึ้น 0.5 มิลลิลิตร จนถึง 10 มิลลิลิตรต่อมื้อ จึงหยุดเพิ่ม ใน 1 วันลูกแมวควรได้รับอาหาร 6-9 มื้อ
     ในช่วง 2 สัปดาห์ ให้อาหารลูกแมว 5-7 มิลลิลิตรต่อครั้ง
     ช่วง 3 สัปดาห์ จะเริ่มให้อาหารอ่อน 3 เวลาต่อวัน และยังมีการให้นมจากขวดอยู่
     ในสัปดาห์ที่ 4 ลูกแมวควรได้รับน้ำนมจากขวด 4-6 ครั้งต่อวันร่วมกับอาหารอ่อน 4-5 ครั้งต่อวัน ลดการให้อาหารช่วงกลางคืนลง
     ลูกแมวจะกินอาหารแข็งได้เมื่ออายุ 7 สัปดาห์
     สัญญาณแรกของการเจ็บป่วย คือ น้ำหนักลด น้ำหนักของลูกแมวจะเพิ่มขึ้น 50-100 กรัมต่อสัปดาห์ เมื่อลูกแมวอายุ 14 วัน น้ำหนักจะเพิ่มเป็น 2 เท่าของน้ำหนักแรกเกิด ถ้าลูกแมวน้ำหนักไม่เพิ่มควรให้อาหารเพิ่มขึ้น

สุขอนามัย      ลูกแมวเกิดใหม่จะไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้ เพราะกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ยังเจริญไม่สมบูรณ์ ลูกแมวต้องได้รับการกระตุ้นโดยใช้ผ้าขนหนูนุ่มๆ ชุบน้ำอุ่นลูบบริเวณทวารหนัก จะทำให้ลูกแมวปัสสาวะ อุจจาระภายใน 1-2 นาที โดยปกติลูกแมวอายุ 21 วัน จะขับถ่ายของเสียได้เอง หมั่นสังเกตปัสสาวะและอุจจาระของลูกแมว ปัสสาวะปกติควรมีสีเหลืองอ่อนหรือใส ถ้ามันมีสีเหลืองคล้ำหรือส้มแสดงว่าลูกแมวได้รับอาหารไม่เพียงพอ ปกติอุจจาระจะมีสีน้ำตาลจางหรือเข้ม อุจจาระสีเขียวแสดงถึงโรคติดเชื้อ ถ้าอุจจาระแข็งมากแสดงว่าให้อาหารทีละมากๆ แต่ให้ไม่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ท้องอืด มีแก๊ส หายใจไม่สะดวก


พฤติกรรมของแมว-การแสดงออกของใบหน้า 
     - หู  เป็นจุดที่ไวมาก หูจะถูกยกยื่นไปข้างหลัง เป็นการเตือนที่จะสู่โจมศัตรูในกรณีที่หู โค้งกลับและถูกดึงให้ต่ำลงข้างๆ เป็นสัญญาณของการป้องกันตัวและพร้อมที่จะต่อสู้
     - หนวด  ให้ดูจากตำแหน่างการกระจายตัวของหนวด ถ้าหนวดแผ่ออก แมวกำลังเครียด หรือสนใจอะไรบางอย่าง แต่ถ้าหนวดดูลาดและรวบไปไว้ข้างแก้มแมวจะอยู่ด้านหลังเป็นพุ่มแสดงถึงความ สงบสบายใจ
     - ลูกตาดำ  ม่านดกที่หดเล็กลงจะแสดงถึงความตึงเครียดหรือสนใจอะไรอย่างหนึ่งอย่างใด อย่างมาก ในกรณีที่ม่านตกเปิดกว้าง มันแสดงถึงความประหลาดใจ กลัวหรือเตรียมพร้อมเพื่อป้องกันตัว
     - การหาว  ไม่ใช่การติดต่อของเชื้อโรคหรือแสดงอาการง่วงนอนที่เกิดกับมนุษย์ แต่มันเป็นสัญญาณที่แสดงถึงความแน่ใจ การแสดงออกแบบนี้เหมือนกับมันจะพูดว่า "ฉันรู้สึกสบายดีนะและคุณคงเป็นอย่างฉันด้วย"

-กิริยาท่าทางที่แมวแสดงออก
     - หัว  เมื่อแมว 2 ตัวที่ไม่ได้เคยรู้จักกันมาก่อนเลยและมาเผชิญหน้าจะติดต่อทำความรู้จักกัน โดยการยึดหัวที่ตั้งตรงไปข้างหน้า และเมื่อตัวใดตัวหนึ่งรู้สึกว่าเด่นกว่าจะเชิดหัวสูงขึ้นไปอีก ส่วนตัวที่รู้สึกว่าด้อยกว่าจะก้มหัวต่ำลง
     - ลำตัว  ถ้าลำตัวยึดตรง แสดงถึงความมั่นใจและพร้อมที่จะจู่โจมศัตรู ในกรณีที่ลำตัวโค้งงอหรือหลังโก่ง แสดงถึงว่าแมวกลัว และพร้อมที่จะจู่โจมได้ทันที
     - หาง  หางเป็นเครื่องบ่งบอกอารมณ์ของแมวได้เป็นอย่างดี ถ้าหางนั้นเคลื่อนไหวเป็นคลื่นและสบัดจาก ทางหนึ่งไปยังอีกทางหนึ่ง แสดงถึงมีความตื่นเต้นมาก ๆ เมื่อแมวต้องการแสดงความเป็นมิตร แต่ถ้ามันสบัดหางขึ้นอย่างรวดเร็ว แสดงถึงการขู่ แล้วพร้อมที่จะจู่โจม
     - ขน  เมื่อแมวอยู่ในภาวะกำลังกลัว ขนจะตั้งชันทั้งตัว ในกรณีที่ขู่หรือเตรียมจะตะปบเหยื่อ ขนจะตั้งขึ้นเพียงเล็กน้อยตามส่วนที่ยื่นออกมาจากลำตัวและหาง

-การส่งเสียง
     - เสียงร้องเหมียวเหมียว  เป็นเสียงที่รู้จักกันดี อาจเกิดขึ้นจากที่ลูกแมวถูกปล่อยทิ้งตามลำพัง หรือไม่มีความสุข ลูกแมวจะเปล่งเสียงนี้เมื่อมันหลุดออกจากลังหรือกำลังหนาว ถ้าแม่แมวมารบกวนในขณะที่หลับ เป็นสัญญาณความไม่พอใจ ขาดการเอาใจใส่ดูแล และรวมไปถึงการเรียกของทั้ง 2 เพศ
     - การทำเสียงแหลม  เมื่อแมวตกอยู่ในสภาพเครียดมาก ๆ มันจะแสดงความโกรธโดยการส่งเสียงแหลม ซึ่งเสียงนี้ เรียกว่า "เสียงเพื่อป้องกันตัว" จะแสดงออกมาถี่ ๆ นอกจากนี้เสียงร้องที่สูงและต่ำ เป็นการแสดงถึงการจับคู่กันด้วย
     - การคำราม  จะเกิดขึ้นโดยการยกมุมปาก การคำรามอย่างเต็มกำลังซ้ำ ๆ กันแสดงถึงความจริงจัง แมวใหญ่จะทำกันมากเป็นพิเศษ
     - การทำเสียงคลัก  เป็นการทำเสียงในระดับสูง แสดงถึงมิตรภาพยินดีจะเป็นเพื่อนด้วยและอาจจะมีการร้องเหมียวเบา ๆ อาจหมายถึงการสนทนาอย่างเป็นกันเอง

-การส่งสัญญาณโดยใช้กลิ่น      การส่งสัญญาณประเภทนี้จะให้เกิดผลได้ดีเมื่อแมว 2 ตัวได้สัมผัสกันทั้งโดยตรง และโดยทางอ้อม ต่อมกลิ่นที่อยู่ใต้ผิวหนังบริเวณแก้ม คาง เท้าและโคนหาง จะทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนออกมา โดยเฉพาะในแมวตัวเมียนึ้นจะผลิตฮอร์โมนติดต่อกันเป็นวัฏจักร การถูสัมผัสกันกับแมวตัวอื่น โดนใช้หัว คาง สีข้าง แก้มตลอดจนการใช้ลำตัวไปถูใต้คางของ อีกตัวหนึ่ง ก็เป็นการ สื่อสารแบบหนึ่งด้วย ในแมวตัวผู้มีการปล่อยกลิ่นเพื่อแสดงอาณาเขตของมันเองโดยมักจะชูหางขึ้นและ แกว่งไปมา พร้อมทั้งปล่อยของเหลวที่มีกลิ่นออกจากต่อมใต้โคนหาง แมวอาจปล่อยกลิ่นไว้ตาม กำแพง กิ่งและพุ่มไม้ หรือ อาณาเขตของมันโดยทั่วไป กลิ่นจะคงอยู่ประมาณ 2 อาทิตย์ หรือ มากกว่านี้เล็กน้อย และในไม่ช้าก็จะจางไปแต่ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศด้วย หลังจากการต่อสู้ผู้ชนะจะปล่อยกลิ่นหลาย ๆ ครั้งในบริเวณนั้น นอกจากจะแสดงว่า เป็นอาณาเขตของมันแล้ว ยังแสดงถึงความมั่นใจและความแข็งแรงของมันอีกด้วย ฝ่ายที่แพ้ไป นั้นก็จะปล่อยกลิ่นเหล่านี้ในภายหลังโดยจะระมัดระวังไม่ให้ฝ่ายชนะเห็น