ถ้าเราหรือเค้าเหม็นขี้หน้ากัน เราควรทำอย่างไรดี
ในบรรยากาศแบบนี้ทุกท่านคงไม่ชอบทั้งผู้ที่เคยมีประสพการณ์หรือไม่เคยมี
ส่วนตัวแล้ว คงดูที่เรื่องว่า สาเหตุอะไรที่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านั้น ขึ้นมา
คงต้องดูให้ลึกๆ ไม่ว่าใครจะผิดหรือถูก(ในแต่ละเรื่อง)
ให้ถามตัวเราเองอย่างเป็นกลางว่า เราคิดอย่างไรกับเค้า คิดดีหรือคิดไม่ดี
เจตนาเป็นแบบไหน ถ้าเราตอบได้แล้ว วิธีการแก้ปัญหา ก็คือ
พยายามอยู่ให้ห่างกับบรรยากาศแบบนี้
เพราะมันคงทำให้สังคมรอบข้างลำบากใจไปด้วย
เราเองคงต้องเงียบไว้เป็นดีที่สุด ไม่ว่า สถาพต่างๆจะเป็นเช่นไร
มีสมาธิกับตัวเราเอง เอาธรรมะเข้ามา คือการให้อภัย
อ๓ยเท่านั้นที่จะสามารถช่วยได้การทีเราจะอยู่ในสังคมกับผู้อื่น
นั้นบางครั้งเราคิดดีทำดีใช่ว่าสังคมจะว่าดีเสมอไป
แต่ก็ขอให้คิดดีทำดีต่อไป
หลายๆคนรู้แต่อีกหลายคนไม่รู้หวังว่าสักวันเมื่อวุฒิภาวะของทั้งเราและเค้า
มากขึ้น เราหรือเค้าจะรู้เองว่า มันคืออะไร ขอให้คงคิดดีทำดีไว้
ในสังคมส่วนใหญ่เมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณ์นี้เกิดขึ้น นั้นคือการขัดแย้ง
การไม่เข้าใจ มันทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดีตามมาภายหลัง
แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหยุดสะเหตุการณ์แบบนี้ คงจะค่อยๆยุติลง
บางครั้งการจะให้ผู้อื่นเข้าใจท่านนั้นยาก ทางกลับกัน
ถ้าเราพยายามเข้าใจผู้อื่น มันอาจจะง่ายกว่า อย่าหวังว่าเค้าจะรู้
อย่าหวังว่าเค้าจะดีกับเรา อย่างหวังว่าจะเป็นที่ยอมรับ
ให้คิดดีทำดีกับผู้อื่นก็พอแล้ว
เท่านี้ก็มากสำหรับการที่จะอยู่ในสังคมแล้ว
คนมีมากมายหลายอย่างแต่
ละคนใช่ว่าจะดีกนทุกเรื่องแต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีดีเลย
ทุกคนมีทั้งดีและไม่ดีในตัวเอง ดังนั้น เราซึ่งอยู่ในสังคม
ต้องมีการให้อภัยกัน อย่าใช้แต่อารมณ์ ในสังคมใดใช้เพียงแค่อารมณ์สังคมนั้น
คงเป็นสังคมไม่ได้ อันนี้ละเรื่องจริง
คุณค่าของคนดีในสังคม
เนื่องจากคนเราไม่สามารถอยู่ตามลำพังได้
จึงมีการอยู่ร่วม
กันเป็นชุมชนหรือสังคม
ซึ่งอาจจะเป็นสังคมระดับหมู่บ้าน
ตำบล
อำเภอ จังหวัดหรือประเทศไม่ว่าสังคมจะมีขนาดเล็ก
หรือขนาด
ใหญ่ก็ตาม
แต่ละสังคมย่อมมีคนเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญ
ที่สุด
ฉะนั้นคุณภาพของคนในแต่ละสังคม
จึงเป็นเครื่องบ่งชี้ถึง
ความเจริญก้าวหน้า
และความผาสุกของสังคมนั้น
เราแต่ละคน
ในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องประพฤติตน
ให้เป็นพลเมืองดี
และช่วยเหลือสังคมด้านต่าง
ๆ เท่าที่สามารถ
ทำได้ ตลอดจนไม่ทำตนให้เป็นภาระของสังคม
เนื่องจากแต่ละ
สังคม ประกอบด้วยคนเป็นจำนวนมาก
ซึ่งมีอาชีพ
ต่าง ๆ กันและ
มีทั้งคนดีและคนไม่ดี
คนที่เป็นคนดีนั้นจะมีอาชีพสุจริต
ทำงาน
ด้วยความขยันขันแข็ง
ช่วยเหลือกิจการของสังคมด้วยความเต็มใจ
เคารพกฎหมาย
และดำเนินชีวิตถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
เป็นคนที่มีเหตุผล
ส่วนที่คนเราเห็นว่าไม่ดีนั้นส่วนมากจะทำงาน
ที่ทุจริต
เช่น ขายยาบ้า
ต้มสุราเถื่อน
ขายหวย ปล้นจี้ชิงทรัพย์
หลอกลวงประชาชน
หรือไม่ยอมทำมาหากินให้เป็นหลักฐานแน่
นอน บางคนแม้มีอาชีพที่สุจริต
ก็อาจเป็นคนไม่ดีได้
ถ้ามีความ
ประพฤติไม่ดี
เช่น โกงกิน
รับสินบน
ปลอมแปลงสินค้า
กักตุน
สินค้าเป็นต้น
คนเหล่านี้จะไม่คำนึงถึงบาปบุญคุณโทษ
นอกจาก
เงินและตนเองเท่านั้น
ซึ่งเราอาจพบได้ในข่าวทางหน้า
หนังสือ
พิมพ์ วิทยุ
หรือโทรทัศน์
ฉะนั้นเราจึงพอสรุปได้ว่า
สังคมใดที่
สมาชิกมีจิตใจโอบอ้อมอารี
ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
เห็นแก่
ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว
มีความสามัคคี
กลมเกลียวกัน
ทำอาชีพที่สุจริต
มีความขยันขันแข็งและยึดมั่นใน
ศีลธรรม
สังคมนั้นย่อมมีแต่ความผาสุกและมีความเจริญก้าวหน้า
อย่างรวดเร็ว
แต่ในทางตรงกันข้าม
ถ้าสมาชิกของสังคมมีแต่
ความอิจฉาริษยา
มีการ แก่งแย่งชิงดีกันไม่ช่วยเหลือกันเห็นแก่
ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมจ้องทำร้ายบุคคล
อื่นเพื่อประโยชน์ของตน ยุแหย่ให้คนในสังคมแตกแยกกัน ไม่
ยึดมั่นในศีลธรรมอันดีงาม สังคมนั้นยอมมีแต่ความเดือดร้อน
และไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร
อื่นเพื่อประโยชน์ของตน ยุแหย่ให้คนในสังคมแตกแยกกัน ไม่
ยึดมั่นในศีลธรรมอันดีงาม สังคมนั้นยอมมีแต่ความเดือดร้อน
และไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร
คุณสมบัติของคนดีในสังคม
เมื่อเราได้ศึกษาแล้วว่า
ถ้าสังคมประกอบไปด้วยคนดีจะทำ
ให้มีแต่ความเจริญก้าวหน้า และเกิดความผาสุกทั่วกัน เรามาลอง
พิจารณาดูซิว่า "คนดี" ควรมีคุณสมบัติเช่นไร โดยมากเมื่อเราพูด
ว่า "คนดี" บางคนอาจจะหมายถึงคนที่มีใจบุญสุนทาน บางคน
อาจจะหมายถึงคนที่ขยันขันแข็งในหน้าที่การงาน และบางคน
อาจจะหมายถึงคนที่ไม่เห็นแก่ตัว ที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดก็มีส่วน
ถูก แต่ยังไม่สมบูรณ์ การจะพิจารณาว่าใครดีหรือไม่ดีนั้น เราดู
จากการกระทำของเขาเอง ซึ่งพอจะกล่าวได้ว่า คุณสมบัติของคนดี
นั้นคือคนที่มีการกระทำดีทั้ง 3 ทาง คือ
ให้มีแต่ความเจริญก้าวหน้า และเกิดความผาสุกทั่วกัน เรามาลอง
พิจารณาดูซิว่า "คนดี" ควรมีคุณสมบัติเช่นไร โดยมากเมื่อเราพูด
ว่า "คนดี" บางคนอาจจะหมายถึงคนที่มีใจบุญสุนทาน บางคน
อาจจะหมายถึงคนที่ขยันขันแข็งในหน้าที่การงาน และบางคน
อาจจะหมายถึงคนที่ไม่เห็นแก่ตัว ที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดก็มีส่วน
ถูก แต่ยังไม่สมบูรณ์ การจะพิจารณาว่าใครดีหรือไม่ดีนั้น เราดู
จากการกระทำของเขาเอง ซึ่งพอจะกล่าวได้ว่า คุณสมบัติของคนดี
นั้นคือคนที่มีการกระทำดีทั้ง 3 ทาง คือ
1.
ทางกาย หรือ
กายกรรม
2. ทางวาจา หรือ วจีกรรม 3. ทางใจ หรือ มโนกรรม ฉะนั้น
ถ้าบุคคลใดมีการกระทำดีทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ครบ
ทั้ง
2. ทางวาจา หรือ วจีกรรม 3. ทางใจ หรือ มโนกรรม ฉะนั้น
ถ้าบุคคลใดมีการกระทำดีทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ครบ
ทั้ง
3 ประการแล้ว
ถือได้ว่าเป็นคนดีพร้อม
เราพอสรุปได้ว่า
คนดี
นั้นต้องดีทั้งกาย วาจา และใจ ดีทางกายนั้น ไม่ใช่หมายถึง คนที่มี
รูปร่างหน้าตาสวยงาม แต่หมายถึงการกระทำที่เป็นความดีต่าง ๆ
เช่น การช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกทุกข์ได้ยาก การขยันทำมาหากิน การมีสัมมาคารวะการประพฤติตามกฎหมายและขนบธรรมเนียม
ทั้งนี้รวมถึงการไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงด้วย นอกจากนี้คนที่มี
ความดีทางกาย จะไม่ทำตนให้เป็นที่เดือดร้อนของผู้อื่น ไม่ทำตน
ให้เป็นภาระของสังคม เป็นต้น ที่กล่าวว่าคนดีนั้นจะต้องพูดดีด้วย
นั่นคือ เป็นคนที่พูดจาสุภาพ เรียบร้อยไม่พูดก้าวร้าวหรือพูดดูหมิ่น
ใคร ไม่พูดให้ร้ายผู้อื่นพูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์บางคนพูดเอา แต่
ได้โดยไม่คิดว่าผู้อื่นจะเดือดร้อน บางคนพูดยุแหย่ให้คนอื่นผิดใจ
กัน หรือบางคนก็พูดหลอกลวงคนอื่น เช่น หลอกเอาค่านายหน้า
โดยบอกว่าจะหางานให้ทำ เป็นต้น บางคนเป็นคนดีแต่พูด หรือ
บางคนพูดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง เช่นนี้ก็ไม่อาจ เรียกว่า เป็นคน
ดีได้ คุณสมบัติประการสุดท้ายของคนดี คือมีจิตใจดี หรือ
มโนกรรมที่ดี คนที่มีจิตใจดีนั้นจะเป็นคนใจบุญสุนทานโอบอ้อม
อารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไม่อิจฉาริษยา ผู้อื่น และยินดีกับความสุขหรือ
ความสำเร็จของผู้อื่น เราอาจเคยได้ยินว่า คนนี้มีจิตใจสูง คนนั้นมี
จิตใจต่ำ ความหมายก็คือ ผู้ที่มีจิตใจสูงก็คือมีจิตใจดีนั่นเอง จะมี
ความคิดในด้านดี ในด้านที่เป็นมงคล ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่
อามิสสินจ้างใด ๆและเป็นคนที่มีความยุติธรรม ส่วนคนที่มีจิตใจ
ต่ำ หมายถึงคนที่มีจิตใจไม่ดี จะมีลักษณะตรงกันข้ามกับที่กล่าว
มาแล้ว คือเป็นผู้ที่มองผู้อื่นในแง่ร้าย อาฆาตพยาบาท มีจิตใจ
คับแคบ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม ถ้าสังคมใดมี
คนที่มีจิตใจต่ำเป็นจำนวนมากแล้ว จะทำให้สังคมอยู่อย่างไม่เป็น
สุขเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม คนที่มีจิตใจต่ำหรือมีจิตใจสูงนั้น
บางทีก็ยากแก่การพิจารณาเพราะ เป็นเรื่องภายในจิตใจแต่เราอาจ
พอตัดสินใจได้จากการพูด และการกระทำของเขาเพราะทั้งสอง
อย่างนี้ เป็นสิ่งสะท้อนออกมาจากจิตใจของเขาเอง
นั้นต้องดีทั้งกาย วาจา และใจ ดีทางกายนั้น ไม่ใช่หมายถึง คนที่มี
รูปร่างหน้าตาสวยงาม แต่หมายถึงการกระทำที่เป็นความดีต่าง ๆ
เช่น การช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกทุกข์ได้ยาก การขยันทำมาหากิน การมีสัมมาคารวะการประพฤติตามกฎหมายและขนบธรรมเนียม
ทั้งนี้รวมถึงการไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงด้วย นอกจากนี้คนที่มี
ความดีทางกาย จะไม่ทำตนให้เป็นที่เดือดร้อนของผู้อื่น ไม่ทำตน
ให้เป็นภาระของสังคม เป็นต้น ที่กล่าวว่าคนดีนั้นจะต้องพูดดีด้วย
นั่นคือ เป็นคนที่พูดจาสุภาพ เรียบร้อยไม่พูดก้าวร้าวหรือพูดดูหมิ่น
ใคร ไม่พูดให้ร้ายผู้อื่นพูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์บางคนพูดเอา แต่
ได้โดยไม่คิดว่าผู้อื่นจะเดือดร้อน บางคนพูดยุแหย่ให้คนอื่นผิดใจ
กัน หรือบางคนก็พูดหลอกลวงคนอื่น เช่น หลอกเอาค่านายหน้า
โดยบอกว่าจะหางานให้ทำ เป็นต้น บางคนเป็นคนดีแต่พูด หรือ
บางคนพูดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง เช่นนี้ก็ไม่อาจ เรียกว่า เป็นคน
ดีได้ คุณสมบัติประการสุดท้ายของคนดี คือมีจิตใจดี หรือ
มโนกรรมที่ดี คนที่มีจิตใจดีนั้นจะเป็นคนใจบุญสุนทานโอบอ้อม
อารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไม่อิจฉาริษยา ผู้อื่น และยินดีกับความสุขหรือ
ความสำเร็จของผู้อื่น เราอาจเคยได้ยินว่า คนนี้มีจิตใจสูง คนนั้นมี
จิตใจต่ำ ความหมายก็คือ ผู้ที่มีจิตใจสูงก็คือมีจิตใจดีนั่นเอง จะมี
ความคิดในด้านดี ในด้านที่เป็นมงคล ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่
อามิสสินจ้างใด ๆและเป็นคนที่มีความยุติธรรม ส่วนคนที่มีจิตใจ
ต่ำ หมายถึงคนที่มีจิตใจไม่ดี จะมีลักษณะตรงกันข้ามกับที่กล่าว
มาแล้ว คือเป็นผู้ที่มองผู้อื่นในแง่ร้าย อาฆาตพยาบาท มีจิตใจ
คับแคบ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม ถ้าสังคมใดมี
คนที่มีจิตใจต่ำเป็นจำนวนมากแล้ว จะทำให้สังคมอยู่อย่างไม่เป็น
สุขเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม คนที่มีจิตใจต่ำหรือมีจิตใจสูงนั้น
บางทีก็ยากแก่การพิจารณาเพราะ เป็นเรื่องภายในจิตใจแต่เราอาจ
พอตัดสินใจได้จากการพูด และการกระทำของเขาเพราะทั้งสอง
อย่างนี้ เป็นสิ่งสะท้อนออกมาจากจิตใจของเขาเอง
การทำความดีในสังและผลของการทำความดี
-ทำด้วยเจตนาที่ดี
-ทำในสิ่งที่ไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน
-ทำในสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น
ทางกาย เช่น ช่วยเหลือคนหรือสัตว์ที่ลำบาก รู้จักตอบแทนพระคุฯของผู้อื่น
ทางวาจา เช่น พูดความจริง ไม่พูดโกหก พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์
ทางใจ เช่น ไม่คิดร้ายต่อผู้อื่น พยายามข่มใจไม่ให้โกรธ เมื่อมีคนทำไม่ดีกับเรา
จากการทำความดีทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ จะทำให้เราได้รับผลดี ๒ ทาง คือ
ทางตรง ได้แก่ ทำให้ตัวเรามีความสุขทางใจ และมีจิตใจผ่องใส ผู้คนยกย่อง
ทางอ้อม ได้แก่ ทำให้ผู้ที่อยู่รอบข้างได้รับความสุข สังคมสงบ





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น